มันเทศ (มันแดง) ถือเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญอันดับ 5 ของโลก รองจากข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวโพด และมันฝรั่ง เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่เป็นแหล่งของใยอาหารที่ดีเยี่ยม ความที่ใยอาหารมีส่วนช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ทำให้เวลากินมันเทศในมื้ออาหารจะช่วยให้อิ่มเร็วและอยู่ท้อง ใยอาหารยังช่วยในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ทำให้การขับถ่ายคล่องตัว และใยอาหารประเภทที่ละลายน้ำอย่างเพกตินก็มีกลไกในการดักจับคอเลสเตอรอลอีกด้วย การรับประทานมันเทศจึงเหมาะสมกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน โดยรับประทานแทนแป้งขัดขาวชนิดอื่นๆ ที่ดูดซึมเร็ว เช่น ข้าวเจ้าหรือขนมปัง มันเทศที่พบได้ในตลาดบ้านเรานั้น ส่วนมากจะพบได้ 3 สี นั่นคือสีส้ม สีเหลือง และสีม่วง มันเทศที่มีสีต่างกันเหล่านี้ จะมีสารอาหารบางชนิดต่างกัน มันเทศในตระกูลสีม่วง มีสารแอนโธไซยานีนและฟลาโวนอยด์ ทำหน้าที่ยับยั้งการจับตัวกันของออกซิเจนและคอเรสเตอรอลชนิดเลว (Low Density Lipoprotein หรือ LDL) ในกระบวนการออกซิเดชั่น หรือเรียกแบบเข้าใจกันง่ายๆ ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
สรรพคุณ หัวมันเทศช่วยลดไขมันในเลือดได้ ด้วยการนำผลมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน (หัว) หัวใช้ชงกับน้ำดื่มช่วยแก้กระหายน้ำ (หัว) หัวใช้ชงกับน้ำดื่มช่วยแก้เมาคลื่นได้ (หัว) รากเป็นยาระบาย (ราก) หัวเป็นยาแก้บิด (หัว) หัวใช้ชงกับน้ำดื่มช่วยบำรุงม้ามไต (หัว) น้ำคั้นจากหัวใช้เป็นยาทาแก้แผลไฟไหม้ได้ (หัว) ใบใช้ตำพอกรักษาฝีได้ หรือจะใช้ใบตำผสมกับเกลือใช้พอกฝีก็ได้ ส่วนตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ยอดและใบมันเทศนำมาตำผสมกับยอดและใบผักขมใบแดงเป็นยาพอกฝี (ยอดและใบ) ตำรายาไทยจะใช้หัวนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกแผล รักษาเริม และงูสวัด (หัว) ทั้งต้นและหัวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา (ทั้งต้น, หัว) หัวใช้ตำพอกเป็นยาถอนพิษรักษาแผล ช่วยเร่งการสมานแผล (หัว) รากและใบใช้ตำพอกบาดแผล แก้พิษแมลงป่อง (รากและใบ) เถาใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไขข้ออักเสบ (เถา) ยอดอ่อนนำมาแกงให้สตรีหลังคลอดบุตรรับประทานจะช่วยทำให้มีน้ำนม (ยอดอ่อน)